
สมพงษ์ วิศวกรโรงงานมือใหม่คนหนึ่ง เผชิญกับปัญหา Inverter ไม่ทำงาน เขาตรวจพบว่า สายเชื่อมต่อระหว่าง PLC กับ Inverter นั้นเสีย เขาเห็นว่าสายนั้นเป็นแบบ RS-232 ทั่วไป เขาจึงสั่งซื้อใหม่ เมื่อของมา เขาเอามาต่อ ปรากฏว่ามันก็ยังไม่ทำงาน เขาเหงื่อแตกพลักๆ เนื่องจากลูกพี่มายืนกดดัน และลูกค้าก็เร่งเนื่องจากเครื่องผลิตงานไม่ได้หลายวันแล้ว
เขาถ่ายรูปถาม ChatGPT เวอร์ชั่นฟรี แต่ก็ผิดหวังเล็กน้อย เมื่อแอพจำกัดการแช็ทแล้ว เขาจึงพิมพ์รุ่น PLC, Inverter ถาม AI ค่ายอื่นๆ
AI บอกว่า หัวต่อเป็น DB9 แต่สัญญาณสื่อสารที่ใช้เป็นไปได้หลายแบบ ให้เช็คคู่มือเครื่องจักร ว่าสัญญาณสื่อสารที่ใช้เป็นแบบใด เนื่องจากเครื่องจักรเป็นรุ่นเก่า ข้อมูลที่ได้จาก AI ไม่ค่อยชัดเจนนัก
เขาไปค้นเล่มคู่มือ ไล่ดูสักพัก เจอมันเขียนบอกว่าเป็น RS485 สมพงษ์ไม่รอช้า ค้นหาสายที่จะซื้อเป็น RS485 ที่เป็นหัว DB9 ใน Google ปรากฏว่ามันขึ้นมาเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าต้องซื้อแบบไหน เพราะอุปกรณ์แต่ละตัวอาจใช้ไม่เหมือนกัน
หลายคนเป็นแบบสมพงษ์ ชอบมีปัญหากับเจ้าสาย RS-232 / RS-232C / RS-422 / RS-485 และสับสนกับ MODBUS RTU/TCP CC-LINK MC-Protocol …
วันนี้จะเอาให้หายงง หายสงสัย ได้กระจ่างแจ้ง ในสิ่งที่คาหัวมานาน
ก่อนที่จะถามว่า เครื่องจักรมันคุยกันยังไง ลองนึกภาพคนสองคนคุยกันก่อน
พูดออกเสียง → หูแปลงความถี่เสียงเป็นภาษา
ภาษาเดียวกัน → เข้าใจกัน (protocol)
เสียงดังพอ → ได้ยิน (voltage/signal level)
พูดทีละคน → ไม่ชนกัน (timing)
สายโทรศัพท์ → ช่องทางส่งข้อมูล (physical layer)
เครื่องจักรก็คุยกันคล้ายๆ คน
คนคุยกันด้วยความถี่เสียง เครื่องคุยกันด้วยสัญญาณ Digital
Digital communication (การสื่อสารดิจิทัล) คือ “การส่งข้อมูลแบบเลข 0 และ 1” ระหว่างอุปกรณ์ เช่น PLC, sensor, inverter, HMI, computer หรือ network ต่าง ๆ
ถ้าคุณทำ PLC/ระบบควบคุมเครื่องจักรอยู่ ให้มองว่า digital communication คือ “ภาษาคุยกันของอุปกรณ์” ว่าใครพูดอะไร เมื่อไร และผ่านสายอะไร
ในระบบดิจิทัล ข้อมูลจริง ๆ ถูกส่งเป็นบิต:
01010011
8 บิต = 1 byte
เช่นตัวอักษร A
A = 01000001
1. พื้นฐานที่สุด: Analog vs Digital

Analog
สัญญาณเปลี่ยนต่อเนื่อง
เช่น 0–10V
2.35V
2.36V
2.37V
ใช้ใน sensor, pressure, temperature
Digital
มีสถานะชัดเจน
0 = LOW
1 = HIGH
ตัวอย่าง
0V = OFF
24V = ON
แต่ในการสื่อสาร digital มันใช้ 0/1 หลายบิตเรียงขบวนเป็นข้อมูล
2. บิต (Bit) และไบต์ (Byte)

Bit คือหน่วยเล็กสุด
0 หรือ 1
8 bit = 1 byte
ตัวอย่างเลขฐานสอง
00000001 = 1
00001010 = 10
11111111 = 255
ทำไม PLC ชอบพูดเรื่อง byte/register?
เพราะข้อมูลถูกเก็บเป็นกลุ่ม
เช่น
Temperature = 523
อาจถูกเก็บเป็น
00000010 00001011
(16-bit integer)
3. Serial vs Parallel

Parallel communication
ส่งหลายบิตพร้อมกัน
เช่น
10101100
ส่งทีเดียว 8 เส้น
ข้อดี
- เร็ว
ข้อเสีย
- สายเยอะ
- ไกลไม่ดี
- noise ง่าย
จึงไม่ค่อยนิยมในโรงงานสมัยใหม่
Serial communication
ส่งทีละบิต
1 → 0 → 1 → 0 → 1
ใช้สายไม่กี่เส้น
นิยมมาก
เช่น
- Modbus RTU
- Ethernet
- USB
- RS232
- RS485
4. สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคุยกันได้
มี 4 เรื่องหลัก
(1) Physical layer
“ส่งผ่านอะไร ใช้สายอะไร Hardware แบบไหน”
ตัวอย่าง
- RS232
- RS485
- Ethernet
เปรียบเหมือน “ชนิดสาย”

RS232

สั้น ใกล้ จุดต่อจุด
เช่น
PLC ↔ เครื่องชั่ง
RS485

ไกลกว่า noise ทนกว่า
หลายเครื่องต่อ bus เดียวได้
โรงงานนิยมมาก
Ethernet

network แบบ LAN
เช่น
PLC → Switch → HMI → SCADA
(2) Protocol

“ภาษา”
ถึงสายเหมือนกัน แต่พูดคนละภาษา ก็ไม่เข้าใจ
ตัวอย่าง
RS485 เป็นแค่สาย
บนสายอาจใช้
- Modbus RTU
- ASCII
- proprietary protocol
เหมือนใช้สายโทรศัพท์เดียวกัน แต่คนหนึ่งพูดไทย อีกคนพูดจีน
(3) Baud rate

ความเร็วส่งข้อมูล
เช่น
9600
19200
115200
หมายถึง bit/s โดยประมาณ
ถ้าตั้งไม่ตรงกัน → คุยไม่ได้
เช่น
PLC:
9600
เครื่อง:
19200
ผล:
ข้อมูลมั่ว
(4) Frame format
รูปแบบข้อมูล
เช่น
9600,8,N,1
แปลว่า
- 9600 baud
- 8 data bits
- N = no parity
- 1 stop bit
ถ้าไม่ตรง → อ่านไม่ออก
5. การส่ง serial แบบง่ายสุด
ส่งคำว่า A
ข้อมูลจริง:
01000001
แต่เวลาส่งจริงจะถูกห่อ
เช่น
Start bit
01000001
Stop bit
ประมาณนี้
0 01000001 1
เพื่อให้อีกฝั่งรู้ว่า
“เริ่มแล้วนะ” และ “จบแล้ว”
6. Asynchronous vs Synchronous

Asynchronous
ไม่ใช้ clock กลาง
ใช้ start/stop bit
เช่น
- RS232
- RS485 Modbus RTU
นิยมมากในโรงงาน
Synchronous
มี clock sync
เร็วกว่า
เช่น
- SPI
- Ethernet (บางระดับ)
7. Master / Slave
ในโรงงานเจอบ่อย
ตัวอย่าง:
PLC อ่าน inverter
PLC = master
inverter = slave
PLC ถาม:
ความเร็วตอนนี้เท่าไร
inverter ตอบ:
1450 RPM
เช่นใน Modbus
PLC ส่ง request
อ่าน register 40001
slave ตอบกลับ
8. Address
เวลามีหลายเครื่องบน RS485
ต้องมีบ้านเลขที่
เช่น
Drive1 = 1
Drive2 = 2
Drive3 = 3
PLC ถาม:
device 2
เครื่องอื่นเงียบ
9. Error detection (CRC)

ข้อมูลระหว่างทางอาจเพี้ยน
จึงมี checksum/CRC
เช็คว่า
ข้อมูลเสียไหม
ถ้าเสีย
ignore
หรือ request ใหม่
10. ลำดับการคิดเวลา debug หน้างาน
ถ้าคุยไม่ได้ อย่าเดาสุ่ม
เช็คตามนี้:
- สายถูกไหม
- Physical layer ถูกไหม (RS232/485) ต่อขาถูกไหม
- TX/RX ถูกไหม (ต้องสลับกัน)
- baud rate ตรงไหม
- parity ตรงไหม
- address ถูกไหม
- protocol ตรงไหม
- register ถูกไหม
- termination/bias resistor ถูกไหม
- มี CRC error ไหม
แผนที่ความรู้แบบย่อ:
Digital Communication
│
├─ Bit / Byte
├─ Serial vs Parallel
├─ Physical Layer
│ ├─ RS232 (3 สาย TX,RX,GND)
│ ├─ RS485 (2 สาย A,B)
│ └─ Ethernet
│
├─ Protocol
│ ├─ Modbus RTU
│ ├─ Modbus TCP
│ └─ ASCII
│
├─ Communication Setting
│ ├─ Baud rate
│ ├─ Data bit
│ ├─ Parity
│ └─ Stop bit
│
├─ Address
├─ CRC
└─ Debug
ถ้าจะเรียนให้ “ใช้งาน PLC จริงได้” ขั้นต่อไปควรเรียน: RS232/RS485 → ASCII → Modbus RTU → Modbus TCP → Ethernet/IP หรือ Profinet ก่อน เพราะใช้ในโรงงานจริงมากที่สุด โดยเฉพาะงาน PLC/ตู้คอนโทรล