กฎของโอห์ม (Ohm’s Law)⚡

โอห์ม เป็นใคร?

เป็นนักฟิสิกส์คนหนึ่งที่ออกมาบอกโลกว่า

กระแสไฟฟ้ามันไม่ได้ไหลมั่ว แต่มัน “มีความสัมพันธ์ที่คำนวณได้”

ตอนเขาค้นพบกฎนี้ ไม่มีใครเชื่อเขา งานของเขาโดนมองว่า “ไม่สำคัญ”

ถูกวิจารณ์หนัก ใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้รับการยอมรับ
แต่สุดท้าย…
ทุกคนต้องเรียนมัน…
มันกลายเป็น “พื้นฐานของวิศวกรรมไฟฟ้าทั้งโลก”

Georg Simon Ohm
นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน

1. กฎของโอห์ม

นี่ไง… ตัวการเลย กฎที่ทำให้เด็กสายช่างบางคนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต

ชื่อมันคือกฎของ คุณ Georg Simon Ohm และหน้าตามันก็เรียบง่ายเสียจนเหมือนไม่มีอะไร

V=IR

แรงดัน (V) = กระแส (I) × ความต้านทาน (R)

แค่นั้นจริง ๆ

แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่สูตร มันอยู่ตรงที่… “เรามองไม่เห็นมัน”

ไฟฟ้าไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง แต่ดันต้องให้เราจินตนาการว่าอะไรไหล อะไรต้าน อะไรผลัก

เด็กที่เพิ่งเริ่มเรียนเลยงง ไม่ใช่เพราะคณิตศาสตร์ยาก แต่เพราะสมองมันต้อง “คิดภาพของสิ่งที่ไม่มีตัวตน”

ลองคิดดู ให้คุณวาดรูป “ลม” แล้วเอาไปคำนวณ…


2. องค์ประกอบทั้ง 3 ของไฟฟ้า

1) แรงดันไฟฟ้า (Voltage)

แรงดันไฟฟ้า คือศักย์ไฟฟ้า ที่กำหนดว่า “มันจะผลักให้เกิดกระแสได้มากแค่ไหน”

เหมือนน้ำที่นิ่งอยู่บนที่สูง มันยังไม่เคลื่อน…แต่พร้อมจะเคลื่อนเสมอ

กระแสไฟฟ้า ซึ่งจะพูดถึงต่อไป จะเปลี่ยนไปตามแรงดันที่จ่ายให้กับโหลด

พูดให้สั้นกว่านั้น มันคือ “แหล่งพลังงาน” ที่ทำให้ทุกอย่างเริ่มขยับ

2) กระแสไฟฟ้า (Current)

กระแสไฟฟ้า คือการไหลของ อิเล็กตรอน ที่เกิดขึ้นในสายไฟ ระหว่างแหล่งจ่ายกับโหลด

อิเล็คตรอนไหลจากลบไปบวก กระแสไหลจากบวกไปลบ
นี่คือสิ่งที่ทำให้สับสน แต่อย่าสับสนเลย จำไว้ อิเล็คตรอนไหลตรงข้ามกับกระแสเสมอ

เมื่อมองเป็นค่าตัวเลข มันคือปริมาณของอิเล็กตรอนที่ไหลผ่านพื้นที่หนึ่งในหนึ่งวินาที

3) ความต้านทาน (Resistance)

ฟังชื่อก็รู้แล้ว หน้าที่ของมันมีอย่างเดียว คือ

ขัดขวางการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ทำให้ไหลช้าลง

อะไรก็ตามที่ทำให้การไหลติดขัด สิ่งนั้นแหละ เรียกว่าความต้านทาน

สามสิ่งนี้ทำงานร่วมกัน ถ้าจะให้เห็นภาพ…ให้คิดถึง “น้ำ” 🚰

เมื่อเราเปิดก็อกน้ำ → น้ำไหล 💧

เปิดเบา (มีการต้านทานเยอะ) → ไหลเบา 💧
เปิดแรง (มีการต้านทานน้อย) → ไหลแรง 💧💧💧

ทำไมน้ำไหลได้? → เพราะมีแรงดันในท่อ
ทำไมน้ำไหลเบา? → เปิดก็อกเบา หรือ น้ำปะปาถูกแย่งกันใช้ แรงดันน้ำตก
ทำไมน้ำไหลแรง? → เปิดก็อกแรง หรือ น้ำปะปาไม่ถูกแย่งกันใช้ แรงดันน้ำมาเต็มที่

  • แรงดันน้ำ → แรงดันไฟฟ้า – หน่วยวัดเป็น Volt (V)
  • ปริมาณน้ำที่ไหล → กระแสไฟฟ้า – หน่วยวัดเป็น Ampere (A)
  • ระดับการเปิดก็อกน้ำ → ความต้านทาน – หน่วยวัดเป็น Ohm (Ω)

ทันทีที่คิดแบบนี้ ไฟฟ้าจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

สูตรสั้นๆ แต่ใช้ได้ทั้งชีวิต

แรงดัน (V) [บางที่ใช้ E] = กระแส (I) × ความต้านทาน (R)

V=IR
I=V/R
R=V/I

แค่นี้ แต่มันบอกทุกอย่าง

น้ำจะไหลมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ 2 อย่าง

● แรงดันแรงแค่ไหน (V) → แรงดันมาก กระแสไหลมาก
● เปิดก็อกแค่ไหน (R) → เปิดเยอะ (ต้านทานน้อย) กระแสไหลเยอะ

ทดลองปรับค่า V-I-R ด้านบน ↑


3. การใช้กฎของโอห์ม

ตอนนี้เราได้อธิบายองค์ประกอบทั้งสามของไฟฟ้าแล้ว ต่อไปเราจะมาลองวิชาโดยใช้งานกฎของโอห์มอย่างแท้จริง

1) คำนวณกระแสไฟฟ้า

ตัวอย่างที่ 1
ความต้านทานฉนวนที่วัดได้ระหว่างสายเฟสของแหล่งจ่าย 400 V มีค่า 2 MΩ
จงหาค่ากระแสรั่ว (leakage current)

2) คำนวณค่าความต้านทาน

ตัวอย่างที่ 2
เครื่องทำความร้อนไฟฟ้าต่อกับแรงดัน 230 โวลต์ และมีกระแสไหล 4 แอมแปร์
ต้องการหาค่าความต้านทาน

3) คำนวณแรงดันไฟฟ้า

ตัวอย่างที่ 3
เมื่อตัวต้านทาน 4 Ω ต่อคร่อมกับแหล่งจ่ายไฟ DC ที่ไม่ทราบค่า พบว่ามีกระแสไหล 3 A
จงหาแรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่าย


4. ความต้านทานของสายไฟ

มาถึงตรงนี้ เราได้ลองคำนวณครบทั้งสามแบบแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อย สูตรก็ใช้ได้ ตัวเลขก็ลงตัว แต่… โลกความจริงมักจะชอบแทรกตัวเข้ามาเงียบ ๆ

ข้อควรระวังมีอยู่อย่างหนึ่ง ในการคำนวณก่อนหน้านี้ เราทำเหมือนว่าสายไฟ “ไม่มีตัวตน” คือมีแค่แหล่งจ่าย กับโหลด แล้วก็จบ แต่ในความเป็นจริง สายไฟก็เป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง และวัตถุทุกชิ้น… มีความต้านทาน แม้จะเล็ก แต่ไม่ใช่ศูนย์ นั่นแปลว่า กระแสที่ไหลผ่านสายไฟ ก็ต้อง “เจอแรงต้าน” ระหว่างทาง

แรงดันบางส่วน จึงหายไปกับสายไฟ ก่อนจะไปถึงโหลด พูดง่าย ๆ คือ ไฟออกจากต้นทางมาเต็ม ๆ แต่ระหว่างทาง… โดนหักค่าผ่านทางนิดหน่อย

ถ้าจะคำนวณแบบเคร่งครัดจริง ๆ เราต้องเอาความต้านทานของสายไฟมาคิดรวมด้วย

เช่น
แรงดันตกในสาย หรือที่เรียกว่า voltage drop

แต่พอเริ่มคิดตรงนี้ เรื่องจะเริ่มยาวขึ้นทันที จากโจทย์ง่าย ๆ จะกลายเป็นหลายตัวแปร บางคนถึงกับเริ่มคิดว่า “ตอนแรกมันง่ายกว่านี้ไม่ใช่เหรอ”

ใช่… ตอนแรกมันง่ายกว่านั้น

เพราะฉะนั้น ในระดับเริ่มต้น เราจึง “ยอมมองข้าม” มันไปก่อน ถือว่าสายไฟสมบูรณ์แบบ ไม่มีความต้านทาน เพื่อให้เราเข้าใจหลักการให้ชัดก่อน แต่ต้องจำไว้ว่า สิ่งที่เรามองข้ามไปนั้น มันไม่ได้หายไปจริง

และเมื่อไหร่ก็ตามที่
● กระแสเริ่มสูง
● สายยาวขึ้น
● หรือระบบเริ่มจริงจังมากขึ้น

สิ่งเล็ก ๆ นี้ จะเลิกเล็กทันที


5. วงจรต่างๆ

เราได้อธิบายการใช้กฎของโอห์มไปแล้วบนกระดาษ ทุกอย่างดูเรียบง่าย เส้นไม่กี่เส้น ตัวเลขไม่กี่ตัว แต่ของจริง… มันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น

วงจรไฟฟ้าจริง มักจะซ้อนกัน เชื่อมกัน และยุ่งพอให้คุณเริ่มสงสัยว่า “ตอนแรกมันง่ายกว่านี้ไม่ใช่เหรอ”

ใช่… ตอนแรกมันง่ายกว่านั้น

ดังนั้นจากนี้ไป เราจะค่อย ๆ ดูว่า วงจรที่ “ซ้อนกัน” เหล่านี้ เขาคิดกันยังไง

แต่ไม่ต้องกังวลมาก ต่อให้มันดูซับซ้อนแค่ไหน สุดท้ายแล้ว มันก็แค่ “ความซับซ้อนของของเดิม” ไม่ได้มีอะไรใหม่ แค่เอาของเดิมมาวางซ้อนกันเฉย ๆ

คิดแบบนี้ไว้ก่อน ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ

มีข้อหนึ่งที่ขอเว้นไว้ก่อน เรื่องการเอาแหล่งจ่ายไฟที่แรงดัน “ไม่เท่ากัน” ไปต่อขนานกัน เพราะถ้าจะอธิบายจริง ต้องลากยาวไปถึง

  • หลักการซ้อนทับ
  • สมการพร้อมกัน
  • ทฤษฎีของ Léon Charles Thévenin

ซึ่งฟังชื่อก็เริ่มเหนื่อยแล้ว

และที่สำคัญ
ในชีวิตจริง… เราไม่ค่อยทำแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าจำเป็นจริง ๆ ค่อยไปค้นคำว่า “หลักการซ้อนทับ” เพิ่มเอง

ตอนนี้ เอาแค่ที่ใช้จริงก่อน

1) การเชื่อมต่อแหล่งจ่ายไฟแบบอนุกรม

คือการเอาแบตเตอรี่มาต่อเรียงกันเป็นแถว ขั้วบวกต่อกับขั้วลบไปเรื่อย ๆ

ห้ามเอาขั้วเหมือนกันมาต่อชนกัน เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย บางที… ได้ปัญหาแทน

ข้อดีของแบบอนุกรมคือ แรงดัน “บวกกันตรง ๆ”

ได้แรงดันเพิ่มเป็น 4.5V
แต่ความสามารถในการจ่ายกระแสเท่าเดิม เท่ากับแบตเตอรี่ 1 ก้อน คือ 1AH

2) การเชื่อมต่อแหล่งจ่ายไฟแบบขนาน

อันนี้ต้องพูดกันตรง ๆ ถ้าเอาแหล่งจ่าย “คนละแบบ คนละแรงดัน” มาต่อขนานกัน ชีวิตจะเริ่มวุ่นวายทันที เราจึงไม่ลงลึกตรงนี้

แต่ถ้าเป็นแหล่งจ่าย “แบบเดียวกัน” แรงดันเท่ากัน เรื่องจะง่ายขึ้นมาก

สิ่งที่เพิ่ม ไม่ใช่แรงดัน แต่เป็น “ความสามารถในการจ่ายกระแส”

แต่ต้องระวังเรื่องขั้ว ต่อผิดขั้วเมื่อไร วงจรจะไม่ถามอะไรคุณเลย มันจะลัดวงจรทันที และคำว่า “กระแสหมุนเวียน” จะเปลี่ยนจากคำในหนังสือ กลายเป็นเหตุการณ์จริงตรงหน้า อาจนำไปสู่เพลิงไหม้อย่างรวดเร็ว ⚠

แรงดันยังคงเดิม 1.5V
แต่ความสามารถในการจ่ายกระแสเพิ่ม เท่ากับแบตเตอรี่ 3 ก้อน บวกกัน คือ 3AH

3) การเชื่อมต่อตัวต้านทานแบบอนุกรม

ถ้าตัวต้านทานต่อเรียงกัน คำตอบสั้นมาก

“เอามาบวกกัน” เหมือนแรงดันในแบบอนุกรม

ไม่มีลูกเล่น ไม่มีอะไรซ่อนอยู่ แค่บวก

แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่มีขั้ว ก็อย่าต่อสลับ ไม่งั้นเรื่องจะเปลี่ยนทันที

4) การเชื่อมต่อตัวต้านทานแบบขนาน

มาถึงตัวที่คนเริ่มถอนหายใจ เพราะมันไม่ใช่แค่บวก มันคือ ส่วนกลับของผลรวมของส่วนกลับ” ฟังแล้วขนลุก เหมือนต้องไขปริศนาอันซับซ้อน

แต่จริง ๆ มันก็แค่ขั้นตอน เราค่อยๆ แกะทีละ step

สมมุติ
มี 2 Ω กับ 3 Ω ต่อขนานกัน ให้ความต้านทานรวมเป็น RTR_T

ส่วนกลับ 2 คือ → 12\frac{1}{2}

ส่วนกลับ 3 คือ → 13\frac{1}{3}

ผลรวมของส่วนกลับ = 12\frac{1}{2} + 13\frac{1}{3}

เอา ผลรวมของส่วนกลับ มา”กลับ“อีกรอบ → 1(12+13)\frac{1}{\left(\frac{1}{2} + \frac{1}{3}\right)} → กดเครื่องคิดเลขได้ = 1.2

ดังนั้น ความต้านทานรวม = 1.2 Ω

สรุป สูตรหาความต้านทานรวม RTR_T คือ…

RT=1(1R1+1R2+1R3+...)R_T = \frac{1}{\left(\frac{1}{R1} + \frac{1}{R2} +\frac{1}{R3} +…\right)}

ค่อย ๆ ทำไป ตอนแรกมันอาจดูน่ารำคาญ ตัวเลขเยอะ เศษส่วนเต็มไปหมด แต่พอทำบ่อย ๆ มันจะกลายเป็นเรื่องปกติ

เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่เคยคิดว่า การหารเป็นเรื่องยาก สุดท้ายก็ทำได้ โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย

วงจรไฟฟ้าก็เหมือนกัน มันไม่ได้ยากขึ้น เราแค่ยัง “ไม่ชิน” กับมันเท่านั้นเอง

เว็บคำนวณค่าความต้านทานรวม
https://www.digikey.co.th/th/resources/conversion-calculators/conversion-calculator-parallel-and-series-resistor?srsltid=AfmBOopzxA0JsEG0xdX_e8_ehbTXjqpc0unATMVB6Vr8jWoQ07Ws2_53

หลายคนสงสัยว่า เราจะต่อตัวต้านทานอนุกรมหรือขนานแบบยากๆไปเพื่ออะไร?

สมมุติคุณต้องการตัวต้านทาน 700Ω แต่ในท้องตลาดมันไม่มี 700Ω ขาย คุณจะต้องเอาตัวที่มีขาย มาต่อให้ได้ใกล้เคียงค่าความต้านทานเป้าหมายให้มากที่สุด

ตัวต้านทานมาตรฐานที่มีขายในท้องตลาด

เว็บคำนวณเลือกค่าความต้านทานมาตรฐานให้ได้ใกล้เคียงเป้าหมาย
https://www.changpuak.ch/electronics/calc_06.php

6. พื้นฐานและการปฏิบัติการคำนวณทางไฟฟ้า

จนถึงตอนนี้ เราได้อธิบายวิธีการใช้กฎของโอห์ม รวมถึงการวิเคราะห์วงจรแบบแยกสาขาแล้ว หากคุณเข้าใจกฎของโอห์มและสามารถคำนวณค่าความต้านทานรวมได้ คุณก็จะสามารถทำการคำนวณทางไฟฟ้าในระดับพื้นฐานได้

ในทางปฏิบัติ การคำนวณเหล่านี้มีความสำคัญมาก เช่น

  • ใช้ประมาณค่ากระแสไฟฟ้าในขั้นตอนออกแบบ
  • ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของระบบจริง
  • ใช้เปรียบเทียบค่าที่วัดได้กับค่าทางทฤษฎี เมื่ออุปกรณ์ทำงานผิดปกติ

แน่นอนว่าเนื้อหานี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่หวังว่าจะช่วยให้คุณเริ่มคุ้นเคยและมั่นใจในการคำนวณทางไฟฟ้ามากขึ้น

Scroll to Top